Stradivari history <-------------------

posted on 30 Nov 2008 18:13 by violoncello9  in music

 

ตระกูล Stradivari
Antonio Stradivari (1644-1737) เชื่อกันว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของ Amati ในช่วงปี 1667-1679 แม้ว่าผลงานที่เป็นชื่อของเขาเองจะเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ปี 1666 ก็ตาม บางทีเขาอาจจะเริ่มต้นจากการเป็นช่างแกะสลักให้กับ Amati และก็เป็นไปได้ว่าทำงานให้กับคนอื่นๆ ด้วย ผลงานของเขาในช่วงนี้มีหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น งานของเขาในช่วงแรกๆ แสดงถึงอิทธิพลของ Amati อย่างชัดเจน ซึ่งผลงานในช่วงนี้มีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน มีหลายชิ้นที่มีการประดับประดารายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะเส้นขอบสีดำหรือหางปลา ผลงานที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ปัจจุบันซื้อขายกันในราคาที่สูงมาก โดยเฉพาะเชลโลและวิโอลาที่หายากยิ่งกว่าและมีราคาสูงเช่นกัน ไวโอลินของเขานั้นจะมีข้อความว่า Antonius Stradivarius Cremonensis fecit anno (ทำโดยแอนโทเนียส สตราดิวาเรียสแห่งเครโมนาในปี…) ตามด้วยปีที่ผลิต บุตรชายของเขาทั้ง 2 คนคือ Francesco (1671-1743) และ Omobono (1679-1742) ต่างก็เรียนรู้การทำไวโอลินจากเขา

Antonio Stradivari (1644-1737)
ชื่อของเขานั้นเป็นสัญลักษณ์ของไวโอลินเลยทีเดียว ผลงานที่เขาสร้างขึ้นถือเป็นงานฝีมือที่เป็นเลิศในความงามและฝีมือเชิงช่างอย่างสูง "Stradivarius” (ชื่อที่ปรากฎบนฉลากในไวโอลินของเขาร่วมกับบุตรชายอีก 2 คนคือ Francesco และ Omobono) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาละตินของตระกูล Stradivari ที่นับย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 12 เลยทีเดียว

Stradivari เป็นช่างทำไวโอลินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดานักทำไวโอลินทั้งมวล เขาเกิดที่เมืองเครโมนาซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศประเทศอิตาลีในตระกูลขุนนางเก่าแก่ เป็นช่วงที่เครื่องสายในตระกูลไวโอลินพัฒนาถึงขีดสุดในยุคของ Amati, Guarneri และ Stradivari นี่เอง

Stradivari เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นเด็กฝึกงานกับ Nicolo Amati หลานชายของ Andrea Amati ผู้ริเริ่มศิลปการทำไวโอลินแห่งเมืองเครโมนา หลังจากที่ได้เรียนรู้งานอยู่ประมาณ 7 ปี เขาก็ได้เปิดร้านเป็นของตนเอง Stradivari นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นช่างทำไวโอลินที่มีอัจฉริยะภาพสูง ตลอดช่วงชีวิตการทำงานนั้นเขาได้สร้างเครื่องดนตรีต่าง ๆ มากกว่า 1,100 ตัว เช่น ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล่ ฮาร์พ และกีตาร์ ในปัจจุบันผลงานของเขามีหลงเหลืออยู่เพียง 600 กว่าตัวเท่านั้น ส่วนชีวิตครอบครัวนั้น เขาแต่งงาน 2 ครั้งมีบุตรทั้งหมด 11 คน ซึ่งบางคนก็ได้กลายเป็นช่างทำไวโอลินเช่นเดียวกับเขา ในยุคของ Stradivari เครื่องสายในตระกูลไวโอลินกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในยุโรป นำมาซึ่งความมั่งคั่งให้แก่เขาดังจะเห็นได้จากคำกล่าวที่ว่า "ขอให้ร่ำรวยอย่างสตรดิวารี" หรือ "Rich as Stradivari” ได้กลายเป็นคำพูดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองเครโมนา

ไวโอลินของเขาในยุคแรกๆ ใช้แบบของผู้เป็นอาจารย์คือ Amati แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1690 เขาคิดว่านักดนตรีต้องการไวโอลินที่ให้น้ำเสียงที่ทรงพลังกว่าเดิม เขาจึงได้ออกแบบไวโอลินที่เรียกว่า " Long Strad” (มีความยาว 14 3/16” และมีความกว้าง 8”) เขาได้ทดลองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเช่น ลดขนาดลำตัวไวโอลินให้สั้นลงและปรับสัดส่วนต่างๆ ให้เหมาะสม ไวโอลินของเขาในยุคนี้จึงไม่เหมือนกันเลยซักตัวเดียว เขาลงมือทำไวโอลินในทุก ๆ รายละเอียดด้วยตัวของเขาเองเช่น ลูกบิด ฟิงเกอร์บอร์ด การขุดแต่งส่วนโค้งของลำตัว ทำให้งานของเขาไม่มีรายละเอียดส่วนใดเลยที่ไม่ได้สัดส่วนที่สวยงาม เขาทดลองใช้ไม้ประเภทต่างๆ รวมถึงการวางลวดลายไม้ที่สวยงาม รวมถึงน้ำมันวานิชที่หลากหลายสูตรที่มีตั้งแต่โทนสีแดงเข้มไปจนถึงสีส้มสดใส ส่วนผสมน้ำมันวานิชที่เขาใช้ยังคงเป็นถกเถียงกันอยู่จวบจนปัจจุบันนี้ เชื่อกันว่า Stradivari ได้เขียนสูตรน้ำมันวานิชเก็บไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลประจำตระกูลแต่ได้สูญหายไปและยังคงเป็นความลับต่อมาจนทุกวันนี้

ไวโอลินที่ดีที่สุดของ Stradivari สร้างขึ้นในช่วงหลังปี ค.ศ. 1700 เป็นต้นมา ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและกังวานแจ่มใส ไวโอลินของเขาหลาย ๆ ตัวมีชื่อเล่นที่เป็นที่รู้จักกันดีเช่น “Viotti" (ปี 1709) ตั้งชื่อตามเจ้าของเดิมที่เป็นคนมีชื่อเสียง และ “Dolphin" (ปี 1714) มีที่มาจากน้ำมันวานิชที่แวววาวดังสีรุ้งของมัน ปัจจุบันไวโอลินของ Stradivari มีมูลค่ามหาศาลเพราะคุณค่าและความงามบวกกับความเป็นเลิศในฝีมือเชิงช่างที่หาใครทาบได้ยาก โดยเฉพาะเชลโล่และวิโอล่าที่เขาสร้างขึ้นจำนวนไม่มากนัก ในปัจจุบันมีวงสตริงควอเตทอยู่หลายวงที่ใช้เครื่องดนตรีของ “Strad" และมีนักดนตรีอยู่ไม่กี่คนนักที่จะมีโอกาสได้เล่นเครื่องดนตรีที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1700 เมื่อเขาอายุได้ 56 ปี ซึ่งถือเป็นยุคทองของเขาหรือที่เรียกว่า “Golden Period” (อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1700-1725) กว่ายี่สิบปีที่เขาได้สร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุด และเป็นต้นแบบให้กับช่างทำไวโอลินในยุคต่อ ๆ มา เขายังคงทำงานอย่างสม่ำเสมอแม้ขณะที่มีอายุ 75 ปีแล้วก็ตาม เครื่องดนตรีที่ทำขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1720 และในปีที่เขาเสียชีวิตคือ ค.ศ. 1737 ฝีมือและความประณีตที่แทบจะไม่แตกต่างกันเลย แม้ว่าเขาจะมีอายุ 93 ปีแล้วก็ตาม
ไวโอลินตัวสุดท้ายที่เขาทำขึ้นเชื่อกันว่าอยู่ในปี ค.ศ. 1737 เขาได้เขียนข้อความไว้บนฉลากว่า “D.Anni 93,” (ทำเมื่ออายุ 93 ปี) หรือรู้จักกันในชื่อ “Swan” คอนเสิร์ทไวโอลินตัวนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสวยงามและฝีมือที่ยังคงเยี่ยมยอดของเขา ในยุคของ Stradivari ศิลปการทำไวโอลินได้พัฒนาถึงขีดสุด แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้วไวโอลินแห่งเมืองเครโมนาก็ค่อย ๆ เสื่อมลงไป
บุตรชายของเขาทั้ง 2 คนคือ Francesco (1671-1743) และ Omobono (1679-1742) ได้ดำเนินรอยตามบิดา แต่ไม่สามารถเทียบกับเขาได้เลย ทั้ง 2 คนเป็นผู้ช่วยในช่วงท้าย ๆ อาชีพของเขา และดูเหมือนว่าเขาจะมีลูกศิษย์เพียงคนเดียวคือ Carlo Bergonzi แต่มีช่างทำไวโอลินหลายคนที่อ้างว่าเป็นลูกศิษย์ที่เคยทำงานอยู่ในร้านของเขา บางคนได้อ้างไว้ในฉลากไวโอลินของพวกเขาทีเดียว แต่ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะยืนยันข้ออ้างเหล่านั้นได้เลยแม้ในปัจจุบัน ผลงานทั้งหมดของ Stradivari ได้เคยตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ Antonio Stradivari, His Life and Work, เมื่อปี 1902 โดย W.E. Hill & Sons แห่งลอนดอน
ในช่วงศตวรรษที่ 17 ไวโอลินที่ผลิตโดยตระกูล Amati นั้น มีชื่อเสียงมากในยุโรปทั้งใน อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ และประเทศยุโรปในแถบนั้น

ช่างทำไวโอลินร่วมสมัยกับ Nicolo Amati คือ Jacobus Stainer (1621-1683) เขาตั้งรกรากอยู่ที่ Absam เมือง Tyrol ไวโอลินของเขามีความสวยงามประณีตเช่นเดียวกัน แต่มีความป่องของไม้แผ่นหน้าและหลังที่มากกว่า ไวโอลินของตระกูล Amati มีจุดเด่นในเรื่องของน้ำเสียงที่ไพเราะแจ่มใสมีน้ำเสียงที่กังวานพอสมควรซึ่งถือว่าดีที่สุดในยุคนั้น ส่วนไวโอลินของ Stainer นั้นมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน แต่เพราะความป่องที่มากกว่าจึงให้น้ำเสียงที่สดใสและตอบสนองต่อคันชักได้ดี
ไวโอลินทั้ง 2 แบบเป็นที่นิยมกันในนักดนตรียุคนั้น และเมื่อ Stradivari เริ่มพัฒนาไวโอลินแบบของเขาที่มีความโค้งของแผ่นหน้าและแผ่นหลังที่แบนราบกว่า การตอบสนองของน้ำเสียงแม้จะน้อยกว่าแบบโค้งของ Stainer แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของนักไวโอลินหลาย ๆ คน ต้องถือว่าเป็นเพราะความชอบที่แตกต่างกันของนักดนตรีแต่ละคน ต่อมาไวโอลินที่มีน้ำเสียงที่สูงสดใสกว่าแบบโซปราโนจึงได้รับการยอมรับในบรรดานักไวโอลินจวบจนทุกวันนี้ ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะกังวานอันเป็นลักษณะเฉพาะของไวโอลินแบบนี้ หลังจากนั้นไม่นานช่างทำไวโอลินทั้งหลายจึงยอมรับและยึดถือเป็นต้นแบบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนไวโอลินแบบอื่น ๆ นั้น ปัจจุบันไม่นิยมสร้างกันมากนัก
Stradivari นิยมทำเครื่องดนตรีเพื่อขายให้กับชนชั้นที่ร่ำรวย ผู้ที่สั่งซื้อผลงานของเขามีทั้งทางราชสำนัก ซึ่งครอบครองเครื่องดนตรีเหล่านั้นไว้อยู่หลายปีก่อนที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนมือขึ้นไปยังประเทศแถบทางเหนือ เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ นอกจากนั้นยังมีผู้ที่นิยมสะสมเครื่องดนตรีที่มีค่าเหล่านี้ในเบลเยี่ยม ฮอลแลนด์ ออสเตรีย-ฮังการี เยอรมันนี และรัสเซีย
พ่อค้าคนกลางชาวอิตาเลียนคือ Luigi Tarisio ซึ่งแต่เดิมเป็นช่างไม้พเนจร เขาเริ่มต้นอาชีพอย่างสวยหรูในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านไวโอลินที่ชาญฉลาดคนหนึ่ง โดยนำไวโอลินชั้นยอดของช่างฝีมือแห่งอิตาลีอิตาลีไปขายยังฝรั่งเศสและอังกฤษ เมื่อเขาเสียชีวิตลงพบว่ามีเครื่องดนตรีที่มีค่าจำนวนนับร้อย ๆ ตัว อยู่ในครอบครองของเขา รวมถึงไวโอลินที่ถือว่าดีที่สุดตัวหนึ่งของ Stradivari เลยทีเดียว รู้จักกันในชื่อว่า “Salabue” ที่ทำขึ้นในปี ค.ศ. 1716 ที่ได้ชื่อนี้มาเพราะว่ามันอยู่ในความครอบครองของท่านเคาท์ Cozio di Salabue เป็นเวลานาน ไวโอลินตัวนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า “Le Messie” เพราะว่า Tarisio มักจะกล่าวถึงไวโอลินตัวนี้ให้นายหน้าที่เขาติดต่อด้วยฟังบ่อย ๆ แต่ว่าเขาไม่เคยนำออกมาให้ใครได้เห็นเลย ไวโอลินที่มีค่าของ Stradivari นั้นอยู่ในความครอบครองของชาวยุโรปเป็นเวลานานทีเดียว มีผลงานที่เยี่ยมยอดเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่ตกไปถึงมือนักสะสมชาวอเมริกัน แท้จริงแล้วเจ้าของชาวยุโรปไม่ต้องการที่จะขายสมบัติเหล่านี้ออกไป แต่เมื่อมันถูกขายออกไปเท่ากับเปิดโอกาสให้มันได้แสดงคุณค่าของตัวเอง สภาพเศรษฐกิจหลังสงครามโลกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสถานะทางสังคมอย่างมาก ชนชั้นสูงที่กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวจำเป็นต้องขายผลงานศิลปต่าง ๆ ที่สะสมไว้รวมถึงไวโอลินที่มีชื่อเสียงเหล่านี้จึงเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของนักสะสมในอเมริกา
Stradivari นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นช่างทำไวโอลินที่มีอัจฉริยะภาพสูง ตลอดช่วงชีวิตการทำงานนั้นเขาได้สร้างเครื่องดนตรีต่าง ๆ มากกว่า 1,100 ตัว เช่น ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล่ ฮาร์พ และกีตาร์ ซึ่งได้กล่าวไว้ในหนังสือ Antonio Stradivari, His Life and Work และได้รับการยอมรับว่าใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ปัจจุบันผลงานของเขามีหลงเหลืออยู่เพียง 600 กว่าตัวเท่านั้น และอยู่ในอเมริกาประมาณ 300 ตัว
เครื่องดนตรีบางส่วนของเขาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีเช่น ไวโอลิน 2 ตัวที่สร้างในปี 1690 แบบ “Long Pattern” ซึ่งเคยอยู่ในมือของ Leopold Auer และไวโอลิน “Long Pattern” อีกตัวที่สร้างในปี 1698 ของ Joseph Joachim และเคยเป็นคอนเสิร์ทไวโอลินของ Hugo KortSchak อยู่หลายปี
ไวโอลิน “Betts” ผลงานที่ทำขึ้นปี 1704 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดสภาคอนเกรส กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เช่นเดียวกับไวโอลินของเขาอีก 2 ตัว รวมถึงวิโอล่าปี 1727 ชื่อ “Casavetti” และเชลโล่ “Castelbarco” (ปี 1697) ไวโอลิน “Viotti” (ปี 1709) ตั้งชื่อตามเจ้าของเดิมซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ส่วน “Dolphin” (ปี 1714) มีที่มาจากน้ำมันวานิชที่แวววาวดังสีรุ้งของมัน
ไวโอลินที่มีชื่อเสียงตัวอื่น ๆ เช่น “Cessol” (ปี 1716) “Wilhelmj” (ปี 1725) “Lamoureux” และ “Swan” (ปี 1737) วิโอล่าของเขาที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 10 ตัว ที่อยู่ในอเมริกาเช่น “Medici” (ปี 1690) สันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในจำนวนผลงานชุดที่สร้างขึ้นเพื่อแกรนด์ดยุคแห่งแคว้นทัสคานีในปีนั้น
“Macdonald” (ปี 1716) “Casavetti” ปี 1727 ที่กล่าวไปแล้ว และ “Gibson” ที่ทำขึ้นในปี 1728
เชลโล่ที่มีชื่อเสียงของเขาที่อยู่ในอเมริกาเช่น “Castelbarco” (ปี 1697) “Archinto” (ปี 1689) “Servais” (ปี 1701) “Duport” (ปี 1711) “Davidoff” (ปี 1712) “Vaslin” (ปี 1715) “Ben Venuto” (ปี 1730) และ “Ladenburg” (ปี 17336)
ไวโอลินของเขาที่ยังคงอยู่ในแผ่นดินยุโรปเช่น “Hellier” (ปี 1679) เป็นไวโอลินตัวที่ 2 ที่มีลวดลายที่เขาได้สร้างขึ้น
“Alard” (ปี 1715) “Salabue” หรือ “Le Messie” (ปี 1716) “Tuscan” (ปี 1716) ซึ่งเก็บรักษาไว้คู่กับวิโอล่าและเชลโล่อย่างละ 1 ตัวที่สถาบันการดนตรีแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ยังมีผลงานของเขาอีกหลาย ๆ ตัวที่แสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงของช่างทำไวโอลินที่ยิ่งใหญ่ท่านนี้
เครื่องดนตรีแต่ละตัวของ Stradivari ต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้จดจำได้ทันทีที่ได้เห็น มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากผลงานของ Amati และ Guarneri รวมทั้งช่างฝีมือคนอื่นๆ แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงในรูปทรงและสัดส่วนต่าง ๆ ก็ตาม แต่ก็มีความแตกต่างในเรื่องของรายละเอียด คล้ายๆ กับใบหน้าของมนุษย์ที่แม้จะมีความคล้ายกันแค่ไหนแต่ก็ไม่เหมือนกันแม้แต่คนเดียว
ไวโอลินของ Stradivari ให้น้ำเสียงโซปราโนที่สดใส ให้เสียงทุ้มต่ำที่กังวานเช่นเดียวกับไวโอลินของ Guarneri (del Gesu) และ Maggini มีโทนเสียงคอนทราลโต้ที่นุ่มนวล (เสียงต่ำที่สุดของผู้หญิง) เช่นเดียวกับไวโอลินของ Amati และมีน้ำเสียงที่ชัดเจนแจ่มใสเช่นเดียวกับไวโอลินของ Stainer โดยไม่มีเสียงเพี้ยนหรือแปร่งเลยไม่ว่าจะเล่นหรือกดลงในตำแหน่งใด ๆ ก็ตาม
ปัจจุบันไวโอลินของ Stradivari มีมูลค่ามหาศาลเพราะคุณค่าและความงามในตัวมันเองบวกกับฝีมือที่หาใครทาบได้ยาก ผลงานของเขาใช้วัสดุเพียงเกรดเดียวคือดีที่สุดเท่านั้น สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียดไม่ว่าภายนอกหรือภายในแม้แต่รายละเอียดจุดเล็ก ๆ ก็ตาม ผลงานของเขามีรูปทรงที่สวยงาม น้ำมันวานิชที่ไม่มีใครเทียบได้เลย ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดเสียงดนตรีที่มีความไพเราะและมีคุณค่าอย่างสูง เป็นที่ต้องการของนักดนตรีทั้งหลาย โดยเฉพาะเชลโล่และวิโอล่าที่เขาสร้างขึ้นจำนวนไม่มากนัก ในปัจจุบันมีวงสตริงควอเตทอยู่หลายวงที่ใช้เครื่องดนตรีของ “Strad” และมีนักดนตรีอยู่ไม่กี่คนนักที่จะมีโอกาสได้เล่นเครื่องดนตรีที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ 

 

"General Kyd", Ex-Itzak Perlman, Ex-Sinsheimer ปี 1714
เป็นไวโอลินที่ Itzak Perman ใช้ในการบันทึกเสียงผลงานส่วนใหญ่ในช่วงแรกๆ ของเขา หลังจากนั้นเขาได้ขายไวโอลินตัวนี้ออกไป และไปอยู่ในมือของ Nadja Salerno-Sonnenburg เป็นเวลาประมาณ 6 ปี หลังจากนั้นผู้ที่ให้เธอยืมไวโอลินตัวนี้ได้เสนอขายให้เธอในราคาพิเศษ แต่เธอไม่สามารถหาเงินมาซื้อได้ ไวโอลินตัวนี้จึงตกไปอยู่ในมือของนักไวโอลินชาวอิตาลี Uto Ughi ช่วงสั้นๆ 2-3 ปี (ปี 1992 ไวโอลินตัวนี้ได้เปลี่ยนส่วนคอใหม่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ) จนกระทั่งในปี 1994 จึงได้เปลี่ยนมาอยู่ในความครอบครองของเจ้าของคนปัจจุบัน

 

 

  'La Pucelle' ปฐมบทแห่งยุคทอง
ไวโอลินตัวนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "Virgin" หรือ "Maiden" ผู้ที่ใช้ชื่อนี้เป็นคนแรกคือ J.B. Vuillaume ช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศส ไวโอลินตัวนี้ตกมาถึงมือเขาในสภาพเดิมๆ คือ ส่วนคอของเดิมที่ค่อนข้างสั้นและเปิดออกบางส่วน นอกจากนั้นยังพบว่าไวโอลินตัวนี้มีเบสบาร์ที่สั้น และชิ้นส่วนภายในต่างๆ ที่ล้วนเป็นของเดิม
Vuillaume ถึงกับประหลาดใจเมื่อพบว่าไวโอลินอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยมและยังไม่ถูกแตะต้องใดๆ ทั้งสิ้น เขาถึงกับกล่าวว่าบริสุทธิ์ราวกับพหรมจรรย์ "As pure as a virgin" (หรือ "comme une pucelle" ในภาษาฝรั่งเศส) "La Pucelle" จึงเป็นชื่อที่เรียกขานของไวโอลินตัวนี้นับตั้งแต่บัดนั้น
และนับเป็นโชคดีอย่างมากที่ไวโอลินตัวนี้ไม่มีรอยปะบริเวณตำแหน่งซาวด์โพสท์หรือรอยแตกแตกใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่วานิชก็แทบจะเป็นของเดิมเกือบทั้งหมด
Charles Beare ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับไวโอลินตัวนี้ไว้ว่า มันเป็นไวโอลินตัวแรกในยุคทอง "Golden Period" อย่างแน่นอน ทำให้มีผู้ระบุว่ายุคทองของ Stradivari ("Golden Period") เริ่มต้นขึ้นในปี 1709 ถ้าใครได้เห็นไวโอลินตัวนี้ในสภาพปัจจุบันอาจจะตกตะลึงในความสวยและความสง่างามของมันเช่นเดียวกับน้ำเสียงที่ไพเราะและกังวานอย่างประหลาด ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่า La Pucelle เป็นไวโอลิน 1 ใน 6 ตัวของ Stradivari ที่ดี่ที่สุดที่มีอยู่ในจุบัน La Pucelle ปรากฎโฉมขึ้นอีกครั้งหลังจากที่หายสาบสูญไปนานกว่า 50 ปี

 

 

 ไวโอลิน Stradivari จากรัสเซีย
ไวโอลิน Stradivari จากรัสเซียตัวไวโอลินอยู่ในสภาพเดิมๆ เกือบทั้งหมด แต่แทบจะไม่มีส่วนใดที่ไม่ผ่านการซ่อมแซมเลย สังเกตได้จากรอยปะหลายๆ จุดที่ไม้แผ่นหน้าและไม้แผ่นหลังของไวโอลิน

 

 

 "Cobbett"
ไวโอลินที่ทำขึ้นในปี 1683 ตั้งชื่อตาม Walter Wilson Cobbett นักไวโอลินและนักเขียนสมัครเล่นที่มีชื่อเสียงจากงานเขียน Cyclopaedia of Chamber Music ซึ่งตีพิมพ์ถึง 2 ครั้งโดยสำนักพิมพ์ Oxford University Press ในปี 1929
Stradivari เริ่มทำไวโอลินในปี 1666 จนถึงในยุคทศวรรษที่ 1670 ซึ่งเรียกว่ายุค 'Amatis'้ ไวโอลินของเขาในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลมาจาก Nicolo Amati งานขอเขาหลายๆ ตัว มีรูปทรงและขนาดใกล้เคียงกับไวโอลินของ Amati แบบ Small-pattern ผลงานในยุคถัดมาคือในทศวรรษที่ 1680 Stradivari ได้พัฒนาไวโอลินต้นแบบของเขาขึ้น ซึ่งมีส่วนใกล้เคียงกับ Amati อยู่บ้างในเรื่องของรูปทรงและขนาด "Cobbett" สร้างขึ้นตามแบบ Grand-pattern ซึ่งมีขนาดที่คล้ายคลึงกับเครื่องดนตรีที่เขาทำขึ้นในยุคทอง (เครื่องดนตรีที่เขาทำขึ้นหลังปี 1700)

 

 

ไวโอลินปี 1693
ความยาว 23 1/4 นิ้ว (59.4 ซม.) ความกว้าง 7 3/4 นิ้ว (19.7 ซม.)
เป็นไวโอลินของ Stradivari เพียงตัวเดียวที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมๆ แบบบาโร้ค (Baroque form) ต่างจากตัวอื่นๆ ที่มีการปรับแต่งเพื่อให้มีน้ำเสียงที่ดังกังวานและสดใสขึ้น และเพื่อรองรับเทคนิคการเล่นของมือซ้ายในโพสิชั่นที่สูงขึ้น เอกลักษณ์ไวโอลินยุคบาโร้คคือ มีฟิงเกอร์บอร์ดที่สั้น ใช้สายเอ็น (gut) องศาของส่วนคอที่เอนไปข้างหลังจากลำตัวไม่มากนัก ปัจจุบันมีไวโอลินชั้นเยี่ยมเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ยังรักษาสภาพแบบเดิมๆ เอาไว้

 

 

 'Hellier' ปี 1679

 

 

 

'Cathedral' ปี 1707

 

 

 'Auer' ปี 1690

 

 

 'King Maxmillian' ปี 1707

 

 

 'Kiesewetter' ปี 1723

 

 

  'Muntz' ปี 1733

 

 

 'Jupiter' ปี 1722

 

 

 'Dushkin' ปี 1701

'Baron d' Assignies ปี 1713

 

 

 

 

 'Dupont' ปี 1727

 

 

 “Ex-Nachez”
สร้างขึ้นในปี1716 ตั้งชื่อตามเจ้าของเดิมคือ Tivadar Nachez (1859-1930) นักไวโอลินชาวฮังการี่ซึ่งใช้ไวโอลินตัวนี้มากว่า 30 ปี "Ex-Nachez สร้างขึ้นในช่วงๆ กลางของยุคทอง 'Golden Period' ซึ่งฝีมือของเขาพัฒนาจนถึงขีดสูงสุด และเป็นปีเดียวกับที่เขาสร้าง “Le Messie” ไวโอลินที่มีชื่อเสียงที่สุด ราคาประเมินขั้นต้นของไวโอลินตัวนี้อยู่ที่ประมาณ 600,000-800,000 ปอนด์

 

 

 "Francesca" ปี 1694
ไม้ Spruce และ Maple ความยาว 23 1/2 นิ้ว (59.7 ซม.) ความกว้าง 8 นิ้ว (20.3 ซม.) หนึ่งในไวโอลินทรงยาว "Long-pattern" ที่ Stradivari ได้ออกแบบไว้ในช่วงทศวรรษที่ 1690 ด้วยขนาดที่ยาวและลำตัวที่บางกว่า ให้น้ำเสียงที่ทุ้มลึกกว่าไวโอลินของเครโมนาโดยทั่วไป ไวโอลินตัวนี้ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับเทคนิคการเล่นสมัยใหม่เช่นเดียวกับไวโอลินของ Stradivari อีกหลายๆ ตัว

 

 

 

 

 

"Antonius" ปี 1717
ไม้ Spruce และ Maple ความยาว 23 นิ้ว (58.4 ซม.) ความกว้าง 8 นิ้ว (20.3 ซม.) หลังจากปี 1700 เป็นต้นมา Stradivari ได้เลิกผลิตไวโอลินแบบ "Long-pattern" โดยหันกลับไปทำไวโอลินแบบเดิมที่คนขว้างกว้างแต่สั้นกว่า หรือที่เรียกว่า "Grand pattern" ในช่วงปี 1700 ถึง 1720 โดยเฉพาะในช่วงปี 1715 ซึ่งเรียกกันว่าเป็นยุคทอง "Golden age" ของ Stradivari ผลงานที่ทำในช่วงนี้มีความสมบูรณ์แบบและยอดเยี่ยมถึงขีดสุด ไวโอลินตัวนี้มีการปรับแต่งให้เหมาะกับเทคนิคการเล่นสมัยใหม่เช่นเดียวกัน

 

 

 

Messiah, le Messie, Salabue ปี 1716 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ Ashmolean Museum ที่เมืองอ็อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

 

 

 Messiah, Le Messie, Salabue
หลังจากที่ Antonio Stradivari ช่างทำไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่ชาวอิตาลีเสียชีวิตลงเมื่อปี 1737 บุตรชายของเขาทั้ง 2 คือ Francesco และ Omobono ได้ดำเนินกิจการของผู้เป็นบิดาต่อมา
ในช่วงปี 1774 ถึง 1776 เคาท์ Cozio di Salabue นักสะสมไวโอลินที่มีชื่อเสียงได้ซื้อไวโอลินผลงานของ Antonio Stradivari ไว้เป็นจำนวนมากจาก Paolo นายหน้าขายผ้า ซึ่งป็นบุตรชายคนเล็กของ Francesco ในขณะนั้นไวโอลินของ Antonio Stradivari ยังมีหลงเหลืออยู่ที่สตูดิโอของเขาอีกเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นเป็นงานของ Antonio Stradivari ที่ทำขึ้นในปี 1716 ที่ต่อมาได้รับการขนานนามว่า "Messiah" หรือ "Messie"
ในปี 1827 นายหน้าขายไวโอลินชาวอิตาเลียน Luigi Tarisio เป็นผู้ที่ได้ไวโอลินตัวนี้ไป เขามักจะโอ้อวดถึงความงดงามของไวโอลินตัวนี้อยู่เสมอ แต่กลับไม่เคยนำออกให้ใครๆ ได้ยลโฉมเลย นักไวโอลินชาวฝรั่งเศส Delphin Alard ลูกเขยของ Vuillaume ช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศสได้กล่าวท้าทาย Tarisio ว่า “ถ้าไวโอลินของท่านเป็น Messiah จริงแล้วละก็ ทุกคนรอที่จะชมอยู่เสมอ” แต่เขาไม่เคยนำไวโอลินตัวนี้ออกมาเลย
เมื่อ Tarisio เสียชีวิตลงในปี 1855 J.B. Vuillaume ซึ่งเป็นทั้งช่างและนายหน้าขายไวโอลิน เขาเชื่อว่า Tarisio เก็บรวบรวมไวโอลินชั้นเยี่ยมของอิตาลีไว้ที่ไหนซักแห่งหนึ่งในอิตาลี เขาจึงได้เดินทางไปยังฟาร์มแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับเมืองมิลานซึ่งเป็นของ Tarisio ณ ที่นั้นเอง เขาได้พบไวโอลินจำนวนมากและได้ซื้อกลับมาเป็นจำนวนกว่า 140 ตัว รวมถึง "Messiah" ที่เล่าขานกันมานาน ในสภาพที่แทบจะไม่เคยผ่านการใช้งานมาเลย แม้ว่าในตอนนั้นมันจะมีอายุถึง 150 ปีแล้วก็ตาม แต่กลับยังดูเหมือนใหม่ราวกับว่าพึ่งจะทำเสร็จออกมาจากมือของ Stradivair เลยทีเดียว
Vuillaume ตัดสินใจเปิดแผ่นหน้าไวโอลินตัวนี้พื่อเปลี่ยนเบสบาร์รวมถึงปรับองศาของส่วนคอเสียใหม่ หลังจากนั้นจึงได้นำไวโอลินตัวนี้ใส่ในกล่องแก้วตั้งโชว์ไว้ในบ้านของเขา นอกจากนั้นเขายังได้ทำไวโอลินเลียนแบบ "Messiah" ไว้อีกหลายตัว ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของเขาอย่างหนึ่งก็คือ การท้าทายแขกที่มาเยือนโดยให้ทายว่าว่าตัวไหนเป็นของจริงตัวไหนเป็นผลงานของเขา ?
ในปี 1872 เขาได้นำ "Messiah" ออกแสดงในงานนิทรรศการ Exhibition of Ancient Musical Instruments ที่กรุงลอนดอน เมื่อ Vuillaume เสียชีวิตลงในปี 1875 แต่ "Messiah" ยังคงอยู่ในความครอบครองของคนในตระกูล จนกระทั่ง Alard ลูกเขยของเขาได้ขอซื้อไป ตระกูล Hill ซึ่งเป็นช่างและนักสะสมไวโอลินที่มีชื่อเสียงได้ซื้อไวโอลินตัวนี้จาก Alard เมื่อปี 1890 ในนามของนักสะสมผู้มั่งคั่งจากเอดินเบิร์กเป็นจำนวนเงิน 2,000 ปอนด์ ทาง Hill ได้ทำการเปิด "Messiah" และเปลี่ยนเบสบาร์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นในปี 1904 ทาง Hill ได้ติดต่อซื้อกลับมาและขายไปในปี 1913 หลังจากนั้นได้ซื้อกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี 1928 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Charles Beares ซึ่งเป็นตัวแทนขายไวโอลินที่มีชื่อเสียงได้ตั้งมูลค่าของเครื่องดนตรีชิ้นนี้สูงถึง 10 ล้านปอนด์ ในปี 1940 ทางตระกูล Hill ได้บริจาคไวโอลินตัวนี้ให้กับทาง British Nation เพื่อที่จะได้เห็น "Messiah" ในสภาพเดิมๆ ตลอดไป ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ Ashmolean Museum ที่เมืองอ็อกฟอร์ด ในห้อง Hill Room การผ่านเข้าออกห้องเพื่อชมไวโอลินตัวนี้นั้นมีข้อจำกัดและเข้มงวดมาก
ในปัจจุบันมียังมีการถกเถียงกันโดยผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ถึงความสงสัยในประเด็นที่ว่าไวโอลินตัวนี้เป็นฝีมือของ Antonio Stradivari จริงหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่าอายุของไม้ที่ใช้ทำ "Messiah" เป็นยุคหลังจากปีที่ Stradivari เสียชีวิตไปแล้ว

 

 

 'Cipriani Potter' ปี 1683
ไม้แผ่นหลังเป็นไม้แผ่นเดียว ด้านข้างและหัวซอประดับด้วยลวดลายดอกไม้ที่ทำจากการฝังลวดลายไม้สีดำ (Ebony) เคลือบวานิชสีทอง

 

 

  ‘Davidoff-Morini’ ปี 1727
ไวโอลิน 2 ตัวของ Stradivari ที่ถูกขโมยไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตัวแรกมีมูลค่า 3.5 ล้านเหรียญ ถูกขโมยไปจากอพาร์ทเม้นท์ที่หรูหราในย่านนิวยอร์คของ Erica Morini หญิงชราวัย 91 ปี เมื่อปี 1996 ส่วนอีกตัวหนึ่งมีมูลค่า 1.75 ล้านเหรียญ ถูกขโมยไปเมื่อปี 1994 จากย่านแมนฮัตตัน

 

 

 Strad ที่หายสาบสูญ
ไวโอลิน Stradivarius "Le Maurien" ที่ทำขึ้นในปี 1714 ได้สูญหายไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2002 มีผู้พบเห็นครั้งสุดท้ายที่บรอดเวย์ในนิวยอร์ค ทางเจ้าของได้ตั้งรางวัลให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแสเป็นเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ


   

ไวโอลินที่มีชื่อเสียงของ Stradivari
Ex-Maja Bang (1684)
Ex-Castelbarco (1685)
Ex-Jean Becker (1685)
Ex-Arma Senkrah (1685)
Ex-Kubelik (1687)
Ex-Halir (1694)
Ex-de Rougemont (1703)
Ex-Allegretti (1703)
Ex-Viotti (1709)
Ex H.W.Ernst (1709)
Ex-Greffuhle (1709)
Ex-Kung Maximillian (1709)
La Pucelle (1709)
Ex-Vieuxtemps (1710)
Ex-Dancla, ex-Milstein (1710)
Ex-Ries (1710)
Ex-Earl of Plymouth, ex-Kreisler (1711)
Ex-Boissier, ex-Saraste (1713)
Ex-Gibson (1713)
Ex-Lipinski (1715)
Ex-Booth (1716)
Ex-Cesolle (1716)
Ex-Récamier (1717 or 1727)
San Lorenzo (1718)
The Apollo-violin (1719)
Ex-Kruse, ex-Vormbaum (1721)
Ex-Lady Blunt (1721)
Ex-Sarasate (1724)
Il Portoghese (1725)

 

 

 'Soil' ปี 1714
ตั้งชื่อตามเจ้าของคือ Soil ที่ครอบครองไวโอลินตัวนี้อยู่ในช่วงปี 1902 ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือของ Oscar Bondy นักสะสมชาวเวียนนา เขายังมีไวโอลินที่ประดับลวดลายชื่อ "Hellier" ที่ทำขึ้นในปี 1679 ฝีมือของ Stradivari อีกด้วย ในปี 1950 ลอร์ด Yehudi Menuhin ได้ขอซื้อไวโอลินตัวนี้ต่อจากเขา ในปี 1986 Itzhak Perlman ได้ไวโอลินตัวนี้มาจากท่านลอร์ด Menuhin มีนักดนตรีหลายคนกล่าวว่า "Soil" คือไวโอลิน Strad ที่เสียงดีที่สุดที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังเป็นไวโอลินที่สวยที่สุดตัวหนึ่งนับตั้งแต่ 'ยุคทอง' (Golden period) ของ Stradivari เป็นต้นมา ฝีมือและการออกแบบไวโอลินของเขามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น Stradivari จะเลือกวัสดุคุณภาพดีที่สุด รวมถึงไม้แผ่นหลังที่สวยงาม ทำจากไม้เมเปิ้ล 2 แผ่นที่ประกบกันป็นลวดลาย 'เปลวไฟ' (Flame) ที่ไล่ระดับจากขอบด้านนอกสู่กลางลำตัวไวโอลิน

 

 

 St. Senoch, Murray
เชลโลปี 1698 ผลงานของ Antonio Stradivari

 

 

 "Davydov"
คงไม่มีช่างทำไวโอลินคนไหนที่มีชื่อเสียงเกินกว่า Antonio Stradivari อีกแล้ว เขาเกิดเมื่อปี 1644 และเสียชีวิตในปี 1737 ตามบันทึกของ Hill กล่าวว่า เชลโลของ Stradivari มีความยอดเยี่ยมเหนือกว่าไวโอลินของเขาเสียอีก แม้ว่า Stradivari จะไม่ได้เป็นช่างคนแรกที่ทำเชลโล แต่เขาเป็นผู้กำหนดขนาดและสัดส่วนที่เป็นมาตรฐานของเชลโลขึ้น เชลโลส่วนใหญ่ในปัจจุบันล้วนแต่สร้างขึ้นตามแบบที่ยอดเยี่ยมของเขา
เท่าที่ทราบ เชลโลตัวแรกของเขาสร้างขึ้นในปี 1667 ในขณะที่เขามีอายุ 23 ปี และพึ่งแต่งงานได้ไม่นานนัก ในช่วงปี 1680 ถึงปี 1700 เขาได้สร้างสรรค์เชลโลไว้กว่า 30 ตัว แต่ได้สูญหายไปหมด เชลโลที่เขาสร้างในยุคแรกมีขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่นิยมกันในยุคนั้น เชลโลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสร้างขึ้นในปี 1696 มีชื่อว่า "Lord Aylesford" ตามชื่อของลอร์ด Aylesford นักสะสมชาวอังกฤษที่ซื้อเชลโลตัวนี้มาจาก Giardini เมื่อปี 1780 นักเชลโลที่มีชื่อเสียง Janos Starker ใช้เชลโลตัวนี้อยู่เสมอๆ โดยเฉพาะในการบันทึกแผ่นเสียงของเขานับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา

น่าเสียดายว่าไม่มีเชลโลของเขาในช่วงระหว่างปี 1701 ถึง 1707 หลงเหลืออยู่เลย ในช่วงปี 1717 ถึง 1730 มีเชลโลของเขาหลงเหลืออยู่ประมาณ 20 ตัวเท่านั้น มีความยอดเยี่ยมทั้งน้ำเสียงและโครงสร้างของตัวมันเอง เชลโลชื่อ “Paganini” ที่สร้างขึ้นในปี 1707 ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของนักเชลโล Bernard Greenhouse เชลโลตัวนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Countess of Stanlein” โดยที่เขาพึ่งจะบูรณะให้มันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนใหญ่เชลโลของ Stradivari มักจะตั้งชื่อตามเจ้าของหรือนักดนตรีที่มีชื่อเสียง ตัวอย่างเช่น "Duport" "Batta" "Romberg" ซึ่ง "Duport" ที่สร้างขึ้นในปี 1711 ได้รับการยกย่องจาก Hill ว่าเป็นเชลโลที่ดีที่สุดที่ Stradivari ได้สร้างขึ้นเลยทีเดียว

"Davydov" หรือ "Davidoff" สร้างขึ้นในปี 1712 และมอบให้กับ Carl Davidoff นักเชลโลที่มีชื่อเสียงในปี 1870 โดยคหบดีที่มั่งคั่งผู้หนึ่ง ขนาด รูปทรง และฝีมือช่างของ "Davidoff” คล้ายคลึงกับ "Duport" เป็นอย่างมาก วานิชสีส้มแดงที่อบอุ่น แต่น่าเสียดายว่าสภาพภายนอกของเชลโลค่อนข้างช้ำในช่วงที่อยู่กับ Davydoff แสดงว่าขาดความเอาใจใส่ในการใช้งานและการดูแลรักษา ภายหลังการเสียชีวิตของ Davydoff เชลโลได้ถูกส่งไปยังปารีส และขายให้กับนักเชลโลสมัครเล่นที่มั่งคั่งซึ่งเขาได้ขายต่ออีกครั้งในปี 1928 ให้กับ Herbert N. Straus นักบริหารชาวอเมริกัน เมื่อเขาเสียชีวิตลง ภรรยาม่ายของเขาได้ขอร้อง  Rembert Wurlitzer ให้ขายเชลโลตัวนี้ให้กับเธอในปี 1964   เจ้าของคนใหม่ที่ซื้อไปในราคา 90,000 เหรียญเพื่อมอบให้กับ                Jacqueline du Pre ก็คือ Ismena Holland มารดาอุปถัมภ์ของเธอนั่นเอง ก่อนหน้านั้นเธอได้ซื้อเชลโลยุคแรกๆ ของ Stradivari รวมถึงยังได้ซื้อผลงานของ Guarneri, Ruggieri และเชลโลปี 1696 ของ Techler อีกด้วย
William Pleeth ครูของ du Pre ไปช่วยเธอลอง "Davydoff" ด้วย เขาได้กล่าวแนะนำกับเธอว่า นี่คือหนึ่งในเครื่องดนตรีชั้นเยี่ยมที่สุดของโลกอย่างแท้จริง ผลงานบันทึกเสียงในช่วงปี 1965 ถึง 1968 ทั้งหมดของ du Pre ล้วนใช้เชลโลตัวนี้ในการบันทึกเสียงทั้งสิ้น
แต่เธอมักไม่ค่อยพอใจกับเสียงของเชลโล "Davidoff" ซักเท่าไหร่ เพราะมันอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ง่ายมาก เธอมักจะแสดงอาการเกรี้ยวกราดกับเชลโลอยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นสไตล์การเล่นของเธอด้วย หลังการเสียชีวิตของ Jackie เชลโลตัวนี้ได้ตกไปอยู่กับ Yo-Yo Ma เขากล่าวว่า Jackie ไม่สามารถควบคุมพลังที่อยู่ใน "Davydoff" ได้ คุณต้องรู้จักอ่อนโยนกับมัน ยิ่งคุณรุนแรงกับมันเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

'Davidoff' ปี 1712 เป็นเชลโลที่มีชื่อเสียงตัวหนึ่งของ Antonio Stradivari ไม้แผ่นหลังตัดแบบ Quarter-cut
'Davidoff' สร้างขึ้นตามแม่แบบ B (B mould) ซึ่งเขาอาจจะพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 18 เชลโลของเขาในยุคก่อนหน้านั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีประมาณ 35 ตัวเท่านั้นที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้นเขาก็ได้ลดขนาดความยาวของลำตัวลง มีเชลโลประมาณ 20 ตัวที่สร้างขึ้นตามแบบ B จากรูปทรงภายนอกแสดงให้เห็นว่ามีแบบ B มากกว่า 8 พิมพ์ด้วยกัน หลังจากนั้น เขาได้สร้างเชลโลในขนาดที่เล็กกว่าขึ้น เรียกว่า "B Picola" แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าแบบ B ธรรมดา ซึ่งได้กลายเป็นมาตรฐานของช่างทำเชลโลเกือบทุกคนนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เจ้าของ 'Davidoff' คนปัจจุบันก็คือ Yo-Yo Ma

 

Jacqueline du Pre กับเชลโล "Davydoff" และ Daniel Barenboim คู่ชีวิตของเธอ

 

 

 "Mendelssohn" ปี 1720 ผลงานของ Antonio Stradivari ทางสถาบัน Christies แห่งลอนดอนได้ประมูลขายไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 1990 เป็นจำนวนเงินถึง £902,000 ปอนด์ ($1,776,000 เหรียญสหรัฐฯ)

 

 

 "Kreutzer" ปี 1727 ผลงานของ Antonio Stradivari ทางสถาบัน Christies แห่งลอนดอนประมูลขายไปเมื่อเดือนเมษายน 1998 ในราคา £947,500 ปอนด์ ($1,582,000 เหรียญสหรัฐฯ))

 

 

 “General Kyd”
เชลโลปี 1684 ผลงานของ Stradivari ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของสมาคม Los Angeles Philharmonic Association ได้สูญหายไป มีผู้พบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2004 ฉลากที่ติดอยู่บนเชลโลเป็นของเดิมมีข้อความว่าทำที่เมืองเครโมนาในปี 1684
ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2547 หญิงสาวผู้หนึ่งได้แจ้งกับทางตำรวจว่า พบเชลโลตัวนี้วางอยู่ข้างกองขยะในย่าน Silver Lake ในลอสแองเจลิส ต่อมาในวันที่ 17 พฤษภาคมก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นเชลโลที่หายไปจริงๆ ผู้เชี่ยวชาญของ Robert Cauer ซึ่งดูแลเชลโลตัวนี้มากว่า 20 ปี กล่าวว่า คงต้องมีการซ่อมแซมเล็กน้อย

“General Kyd” ตั้งชื่อตามผู้ที่นำมันไปยังดินแดนอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งบทเพลงเชลโลคอนแชร์โตที่มีชื่อเสียงของ Dvorak ได้นำออกแสดงครั้งแรกที่อังกฤษโดยเชลโลตัวนี้ในปี 1896 โดย Leo Stern ต่อมาทางสมาคม Los Angeles Philharmonic Association ได้ซื้อไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970

 

 

 Peter Stumpf หัวหน้ากลุ่มเชลโลของวง Los Angeles Philharmonic และ “General Kyd”

 

 

 กล่องใส่เชลโล “General Kyd”

 

 

 Antonio Stradivari ไวโอลินที่ทำขึ้นในราวๆ ปี 1719-1720

 

 

ไวโอลิน "King of Spain" ทำขึ้นในราวปี 1696 ฝีมือของ Stradivari หนึ่งในชุดไวโอลินประดับลวดลาย จัดแสดงอยู่ที่ Palazzo reale di Madrid ในกรุงแมดริด ประเทศสเปน

 

 

 "King of Spain"

 

 

ไวโอลิน Emperor, Gillott, Kubelik ปี 1715 ฝีมือของ Antonio Stradivari

 

 

ไวโอลิน Penny ทำขึ้นในราวๆ ปี 1700 ฝีมือของ ANtonio Stradivari

 

ขอขอบคุณ http://30violin.pantown.com/  ที่มา

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยาวมาก ได้ดูรูปเต็มอิ่ม
ดูแล้วมีความสุขจริงๆ

#1 By Chocolate Emotion on 2008-11-30 18:45

เป็น ความรู้มากๆครับ ขอบคุณมาก

#2 By TaOOO (117.47.164.27) on 2009-04-24 00:22